ในการจัดวางกำลังทหารเป็นกองพลตามแบบธรรมเนียมที่นิยมจัดกันในกองทัพนานาชาตินั้น
หนึ่งกองพลจะต้องประกอบด้วยกำลังพล ดังนี้
ทหารราบ ๔ กรมๆ ละ ๒ หรือ ๓ กองพันเป็นอย่างน้อย
ทหารปืนใหญ่อย่างน้อย ๖ กองร้อย คือปืน ๒๔ กระบอก
ทหารม้าอย่างน้อย ๔ กองร้อย
ทหารช่างอย่างน้อย ๔ กองร้อย
แต่สำหรับกองทัพสยามที่เป็นกองทัพเพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่
ทั้งยังมีข้อจำกัดด้านนโยบายที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
คือ ห้ามกู้ยืมเงินมาพัฒนากองทัพโดยเด็ดขาด
การสร้างสมกำลังรบและยุทธปัจจัยต่างๆ
ให้ใช้จ่ายได้เฉพาะจากงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรประจำปีกับเงินคงพระคลังซึ่งเป็นเงินงบประมาณเหลือจ่ายจากปีต่างๆ
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวกองทัพบกสยามในเวลานั้น
จึงมีการวางอัตรากำลังพลในเวลาปกติของแต่ละกองพลทั่วราชอาณาจักร
เป็นดังนี้
ทหารราบ ๒ กองพัน
ทหารปืนใหญ่ ๒ กองร้อย
ทหารม้าหรือทหารพราน ๒ กองร้อย
ทหารช่าง ๑ กองร้อย
เว้นแต่กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์
ที่เป็นหน่วยประจำรักษาพื้นที่กรุงเทพฯ
และมีหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์ กับกองพลที่ ๔
มณฑลราชบุรี
ซึ่งเป็นกองพลอิสระที่ขึ้นตรงต่อเสนาธิการทหารบก
และเป็นหน่วยระวังรักษาพื้นที่มณฑลราชบุรี
ซึ่งเป็นหน้าด่านของการป้องกันประเทศทางด้านคาบสมุทรมลายู
เพราะนับแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนสุดชายพระราชอาณาเขตที่มณฑลปัตตานีเป็นพื้นที่ที่ไม่มีกองทหารลงไปประจำการ
จึงมีการจัดกำลังรบในกองพลที่ ๔
นี้เสมอด้วยอัตรากำลังในยามมีศึกสงครามมาประชิด
ซึ่งแต่ละกองพลมีการจัดกำลังเต็มอัตรา ดังนี้
ทหารราบ ๒ กรมๆ ละ ๒ กองพัน
ทหารปืนใหญ่ ๓ กองร้อย
ทหารม้า ๒ กองร้อย หรือทหารพราน ๔ กองร้อย
ทหารช่าง ๔ กองร้อย
จากข้อพิจารณาเปรียบเทียบอัตรากำลังรบของกองทัพบกสยามทั้งในยามปกติและยามมีศึกสงครามกับการจัดกำลังทหารในเวลาปกติของนานาชาติแล้ว
จะเห็นได้ว่า
กำลังกองทัพไทยในเวลานั้นเห็นจะมีขีดความสามารถพอสู้ได้แต่เพียงกำลังรบจากอาณานิคมของชาติมหาอำนาจที่ล้อมรอบประเทศสยามได้เท่านั้น
หากจะต้องรบกับกองกำลังจากต่างชาติเช่นเหตุการณ์
ร.ศ. ๑๑๒ ก็คงจะห่างชั้นอยู่มาก
|
 |
|
จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ
กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
เสนาธิการทหารบก |
ส่วนการวางกำลังกระจายกันอยู่ทั่วประเทศนั้น จอมพล
สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ
กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก
ได้ประทานคำอธิบายไว้ว่า
"ก็เพื่อสะดวกแก่การปกครองในเวลาสงบศึก
ให้สะดวกแก่การช่วยตำรวจภูธรและพลตระเวรปราบปรามศัตรูภายใน"
[๑]
แต่หากมีข้าศึกยกมาประชิดก็
"สามารถยกมารวมกันได้โดยฉับพลัน
แล้วตั้งเป็นกองทัพกั้นหนทางที่ข้าศึกจะยกเข้ามากรุงเทพฯ"
[๒]
อนึ่ง
แม้นว่าจะได้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องการเกณฑ์ทหารจนสามารถจัดวางโครงสร้างกำลังรบเป็น
๑๐ กองพลแล้วก็ตาม
แต่อัตรากำลังรวมทั้งยุทธปัจจัยที่จะบรรจุลงในกองทหารทั้ง
๑๐
กองพลนั้นยังต้องดำเนินการไปตามขีดจำกัดของงบประมาณแผ่นดิน
ดังจะเห็นได้จากอัตราส่วนงบประมาณรายจ่ายในระหว่างปี
พ.ศ. ๒๔๕๑ ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มจัดกำลังทหารเป็น
๑๐ กองพล ไปจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๘
ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น
รัฐบาลในยุคนั้นได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการป้องกันประเทศไว้ในลำดับแรก
โดยมีอัตราส่วนเฉลี่ยถึงร้อยละ ๒๔ ต่อปี
แต่งบประมาณจำนวนดังกล่าวก็ยังหาพอเพียงแก่การจัดหากำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าประจำการในกองทัพ
ดังมีความปรากฏในพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมาชิกเสือป่าที่สโมสรเสือป่ากองเสนารักษาดินแดนกรุงเทพฯ
ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๔๕๗ ว่า
|
ตารางเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ
พ.ศ. ๒๔๕๑ - ๒๔๖๘ |
|
|
|
พ.ศ. |
|
งบประมาณรายจ่าย
ประจำปี |
|
๒๔๕๑ |
|
๕๘.๓๐ |
|
๒๔๕๒ |
|
๕๘.๘๐ |
|
๒๔๕๓ |
|
๕๙.๙๐ |
|
๒๔๕๔ |
|
๖๔.๐๐
|
|
๒๔๕๕ |
|
๖๓.๖๐ |
|
๒๔๕๖ |
|
๖๓.๒๐ |
|
๒๔๕๗ |
|
๖๕.๕๐ |
|
๒๔๕๘ |
|
๗๐.๐๐ |
|
๒๔๕๙ |
|
๗๐.๙๐ |
|
๒๔๖๐ |
|
๗๔.๑๐ |
|
๒๔๖๑ |
|
๘๙.๗๐ |
|
๒๔๖๒ |
|
๘๒.๕๐ |
|
๒๔๖๓ |
|
๘๖.๑๐ |
|
๒๔๖๔ |
|
๘๕.๓๐ |
|
๒๔๖๕ |
|
๘๖.๔๐ |
|
๒๔๖๖ |
|
๙๑.๐๐ |
|
๒๔๖๗ |
|
๙๖.๔๐ |
|
๒๔๖๘ |
|
๑๐๑.๗๐ |
|
|
กระทรวง
กลาโหม |
กระทรวง
ทหารเรือ |
|
๑๐.๓๐ |
๔.๐๐ |
|
๙.๖๐ |
๓.๖๐ |
|
๙.๙๐ |
๓.๗๐ |
|
๑๑.๒๐ |
๓.๗๐ |
|
๑๑.๓๐
|
๓.๗๐ |
|
๑๑.๖๐
|
๓.๙๐ |
|
๑๒.๓๐ |
๔.๐๐ |
|
๑๒.๙๐ |
๓.๙๐ |
|
๑๓.๒๐ |
๔.๑๐ |
|
๑๕.๕๐ |
๔.๒๐ |
|
๑๓.๕๐ |
๔.๗๐ |
|
๑๔.๖๐ |
๕.๑๐ |
|
๑๖.๐๐ |
๕.๔๐ |
|
๑๕.๔๐ |
๔.๖๐ |
|
๑๕.๖๐ |
๕.๐๐ |
|
๑๖.๒๐ |
๔.๙๐ |
|
๑๖.๘๐ |
๕.๐๐ |
|
๑๗.๔๐ |
๔.๙๐ |
|
|
รวม |
|
คิดเป็น
ร้อยละ |
|
๑๔.๓๐ |
|
๒๔.๕๓ |
|
๑๓.๒๐ |
|
๒๒.๔๕ |
|
๑๓.๖๐ |
|
๒๒.๗๐ |
|
๑๔.๙๐ |
|
๒๓.๒๘ |
|
๑๕.๐๐
|
|
๒๓.๕๘ |
|
๑๕.๕๐ |
|
๒๔.๕๓ |
|
๑๖.๓๐ |
|
๒๘.๘๙ |
|
๑๖.๘๐ |
|
๒๔.๐๐ |
|
๑๗.๓๐ |
|
๒๔.๔๐ |
|
๑๙.๗๐
|
|
๒๖.๕๙ |
|
๑๘.๒๐ |
|
๒๐.๒๙ |
|
๑๙.๗๐ |
|
๒๓.๘๘ |
|
๒๑.๔๐ |
|
๒๔.๘๕ |
|
๒๐.๐๐ |
|
๒๓.๔๕ |
|
๒๐.๖๐ |
|
๒๓.๘๔ |
|
๒๑.๑๐ |
|
๒๓.๑๙ |
|
๒๑.๘๐ |
|
๒๒.๖๑ |
|
๒๒.๓๐ |
|
๒๑.๙๓ |
|
|
|
"ในกองทัพบกของเราที่เห็นเดี๋ยวนี้,
อาวุธมีจริงแต่ยังหาพอไม่.
เสือป่าของเราที่เห็นเดี๋ยวนี้,
ที่ท่านเดินเดี๋ยวนี้, มีหรือที่ถืออาวุธได้,
ไม่มีเลยอาวุธสักอันก็ไม่มี.
เท่านี้ก็แลเห็นได้ว่ากองทัพบกของเราก็ยังบกพร่อง.
ตัวท่านทั้งหลายนึกดูไปอีกที,
ลองเดินจากนี่ลงไปจนถึงลำแม่น้ำ,
มองดูทีกำลังทางเรือเรามีสู้เขาหรือไม่? ไม่มีเลย!
เท่ากับเราเอาหีบขนมปังหรือเอาเรือที่เด็กเล่นไปลอยอวดเด็ก.
สำหรับให้ผู้ที่เขามีเรือจริงหัวเราะเยาะ.
เช่นนี้เมื่อถึงเวลาที่ข้าศึกจะยกรุกเข้ามา,
ถ้าแม้มาโดยทางเรือ, เราเปนไม่มีอะไรสำแดงเปนแน่"
[๓] |
|
 |
|
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเครื่องสนามจอมพลทหารบก
ทรงม้าพระที่นั่งสยามพันธุ์ประทับรับความเคารพจากกองทหาร
เมื่อเสร็จการประลองยุทธ์ใหญ่ทหารบก
ที่ท้องทุ่งบ้านพาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ |
นอกจากนั้นในคราวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นักเรียนฝึกหัดผู้กำกับลูกเสือ
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙
ยังได้ทรงกล่าวถึงการขาดแคลนนายทหารในกองทัพบกสยาม
ซึ่งได้ทรงประสบด้วยสายพระเนตรในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินไปประทับท่ามกลางกองทหารซึ่งได้มาร่วมประลองยุทธใหญ่ทหารบกครั้งแรกที่จังหวัดสระบุรีและพระนครศรีอยุธยา
เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ไว้ว่า
|
"เมื่อปีกลาย [๔]
มีการระดมทหารพิเศษสำหรับการซ้อมรบใหญ่
จึงเกิดมารู้สึกกันขึ้นว่า เมื่อระดมพลมาจริงๆ
แล้วผู้บังคับบัญชาไม่พอ, อย่างบางกอง
นายร้อยตรีเปนผู้บังคับกอง, แต่นี้ไม่เป็นไร
บางกองร้อยจ่านายสิบ นายสิบเปนผู้บังคับหมวด,
บางกองถึงพลทหารเปนผู้บังคับหมวด, ใครๆ
ก็รู้อยู่แล้วว่าพลทหารไม่มีความรู้เพียงไร
เพราะเปนทหารอยู่เพียง ๒ ปีเท่านั้น;
ครั้นไปบังคับหมวดก็ทำได้แต่เดินไปกับกอง
ถ้าไปทำการโดยลำพังก็ทำไม่ได้."
[๕] |
|
 |
|
นายพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช
เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา |
เรื่องการขาดแลนนายทหารในกองทัพบกนี้ดูจะเป็นปัญหาเรื้อรังของทัพไทยต่อมาอีกหลายปี
ดังมีพยานปรากฏในลายพระหัตถ์ที่ นายพลตรี
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ
กรมหลวงนครราชสีมา
[๖]
กราบบังคมทูลรายงานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการกรมทหารพรานในกองพลทหารบกที่
๗ ซึ่งตั้งทำการอยู่ที่จังหวัดน่าน
เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ว่า
"จำนวนนายทหารชั้นผู้น้อยสำหรับทำน่าที่ผู้บังคับหมวดนั้น
นายทหารสัญญาบัตร์ขาดอัตรามาก
ที่เป็นอยู่บัดนี้บรรจุนายดาบเข้าทำน่าที่ผู้บังคับหมวดด้วยแล้ว
ยังมีผู้บังคับหมวดได้เพียงกองร้อยละ ๓
นายเท่านั้น"
[๗]